สุขภาพ

ศาสตร์ทางการแพทย์แผนจีน “นาฬิกาชีวิต” มองมนุษย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ

105Views

นาฬิกาชีวิต เคล็ดลับหย่างเซิงสุขภาพ ( 中医十二时辰养生秘诀 ) ศาสตร์ทางการแพทย์แผนจีนเชื่อว่า ธรรมชาติและมนุษย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยธรรมชาติจะมี ปี ฤดู วัน เวลา และมีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับร่างกายมนุษย์เป็นวัฏจักร กล่าวคือ ร่างกายของคนเราจะมีเส้นลมปราณหลายเส้น ในแต่ละเส้นจะมีชื่อและคุณสมบัติเฉพาะ รวมถึงมีจังหวะเวลาที่แน่นอน เปรียบเสมือนการอยู่เวรยามในช่วงเวลาที่ต่างกันของแต่ละวัน โดยที่ชี่และโล หิตจะไหลไปยังเส้นลมปราณรวมถึงอวัยวะต่าง ๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและทำให้เกิดโรคขึ้น ดังนั้น หากเราเข้าใจกฎนาฬิกาชีวิตหย่างเซิงสุขภาพ ก็จะช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพและปรับวิถีชีวิตของตัวเราเองได้แนวความคิดตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน จะแบ่งเวลาใน 1 วัน ออกเป็น 12 ชั่วยาม โดยที่ 1 ชั่วยาม จะเท่ากับ 2 ชั่วโมง ดังนั้น หมอจีนจึงแนะนำให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามนาฬิกาชีวิต ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับหย่างเซิง หรือ เคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ดังนี้

ช่วงเวลาระหว่าง 23:00 น. – 01:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ก่อนยามจื่อต้องเข้านอน” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของถุงน้ำดีจะทำหน้าที่ หมายถึง ถุงน้ำดีเก็บน้ำดีที่ได้จากตับและส่งน้ำดีมาช่วยย่อยไขมันที่ลำไส้เล็ก โดยทฤษฏีของศาสตร์การแพทย์แผนจีนนั้นเชื่อว่า ถุงน้ำดีจะทำหน้าที่ในการตัดสินใจ ในช่วงของ “ยามจื่อ” ไขกระดูกจะเริ่มต้นสร้างโล หิต และซ่อมแซมร่างกาย และอวัยวะทั้งหมดภายในร่างกายจำเป็นจะต้องพึ่งพาการทำงานของถุงน้ำดี ดังนั้น ยามจื่อจึงเป็นเวลาที่เราควรจะนอนหลับ เพราะการหลั่งของถุงน้ำดีจะส่งผลทำให้สมองโล่ง ปลอดโปร่ง และแจ่มใส ถ้าในยามจื่อเรานอนหลับได้อย่างเต็มที่และเพียงพอ จะทำให้เส้นลมปราณของถุงน้ำดีมีพลัง ทำให้เมื่อเรารู้สึกปลอดโปร่ง แจ่มใส ใต้ตาไม่คล้ำเมื่อตื่นมาในตอนเช้า แต่ถ้าหากเราไม่สามารถเข้านอนก่อนยามจื่อได้ ก็จะทำให้ไฟที่ถุงมีน้ำดีย้อนกลับขึ้นมาด้านบน (胆火上逆) ก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ปวดศรีษะ คิดมาก กังวล และเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็จะรู้สึกง่วงหงาวหาวนอน งัวเงีย มึนงง ไม่แจ่มใส ใต้ตาก็จะมีสีดำ คล้ำ และในขณะเดียวกันหากเราไม่ได้นอนในยามจื่อ จะทำให้การหลั่งของถุงน้ำดีเกิดความผิดปกติ และง่ายต่อการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 01:00 น. – 03:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามโฉ่วต้องนอนให้หลับสนิท” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของตับจะทำหน้าที่ หมายถึง ตับจะกำจัดสารพิษในร่างกาย ช่วยลดระดับน้ำตาลในโล หิตโดยการนำมาสังเคราะห์และเก็บสะสมไว้ในรูปไกลโคเจน และสร้างน้ำดีมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเชื่อว่าตับเป็นที่เก็บกักโล หิต ซึ่งเวลาที่คนเรานอน โล หิตจะเก็บไว้ที่ตับ และในช่วงเวลาที่เรานอนหลับสนิท โล หิตจะไหลเวียนมาที่ตับ ซึ่งสามารถเพิ่มพลังชี่ของตับได้ โดยในช่วงเวลา 02.00 น. ร่างกายจะหลั่งเมลาโทนินได้สูงสุด หากในยามโฉ่วเรานอนไม่หลับ แต่ตับก็จะยังคงทำงาน แต่จะไม่สามารถเผาผลาญพลังงานและกำจัดพิษได้ตามปกติ ดังนั้น จึงเป็นเหตุทำให้เรามีสีหน้าหมองคล้ำ เกิดกระและจุดด่างดำ อารมณ์ร้อน โกรธง่าย และอาจจะนำไปสู่โรคตับได้ โดยเฉพาะหากในช่วงเวลายามโฉ่ว (ตี 1 – ตี 3) เราดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อตับเป็นอย่างมาก

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 03:00 น. – 05:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามอิ่นหลับลึก ปอดเปิดรับพลังบริสุทธิ์” เพราะเป็นช่วงเวลาที่เส้นลมปราณของปอดทำหน้าที่ หมายถึง ปอดเป็นจุดเริ่มต้นและรวบรวมพลังของชี่และโล หิต ส่วนตับจะเก็บกักโล หิต สลายเซลล์เม็ดโล หิตแดง แล้วนำโล หิตใหม่ส่งไปยังปอด ปอดจึงเป็นศูนย์รวมหลอดโล หิตนับร้อยเพื่อเป็นจุดแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน โดยปอดจะส่งก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ถือเป็นจุดที่พลังชี่และโล หิตเคลื่อนตัว เพื่อให้ระบบหายใจทำงานได้เต็มที่ และเซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกายให้สามารถรับก๊าซออกซิเจนได้อย่างเพียงพอ ช่วงเวลานี้ ถ้าหากนอนหลับได้ลึกจะทำให้เรามีใบหน้าที่สดใส ดูมีโล หิตฝาด รู้สึกสดชื่น แจ่มใส และกระปรี้กระเปร่าเมื่อตอนตื่นนอน

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาประมาณ 04:00 – 05:00 น. จะเป็นช่วงที่อุณหภูมิของร่างกาย ความดัน การเต้นของชีพจร และการหายใจจะลดต่ำลงมากที่สุด เพราะโล หิตจะไปเลี้ยงสมองได้น้อยกว่าปกติ ร่างกายของเราจึงควรได้รับความอบอุ่นในช่วงเวลานี้มากที่สุด และเพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะอากาศเย็น แต่สำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจหรือปอดมีปัญหา เช่น มีอาการหายใจติดขัด ไอ จาม มีน้ำมูก หรือโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบ จะต้องระมัดระวังสุขภาพของตนเองให้มากเป็นพิเศษ เพราะในช่วงยามอิ่นนี้ จะเป็นช่วงที่อาการของโรคหอบมักจะกำเริบได้ง่าย และในผู้ป่วยที่มีอาการหนักก็มักจะทรุดลงในยามอิ๋นนี้ด้วยเช่นกัน นั่นก็เนื่องมาจากการที่สมองได้รับก๊าซออกซิเจนน้อยหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งอาจส่งผลให้ความจำของเราเสื่อมลงได้

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 05:00 น. – 07:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามเหม่าดื่มน้ำอุ่นช่วยขับถ่ายอุจจาระ” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ประตูฟ้าเปิด พระอาทิตย์กำลังขึ้น ช่วงตี 5 จึงควรตื่นนอน และประตูดินเปิด ซึ่งหมายถึงทวารหนักนั่นเอง ดังนั้นเราควรตื่นนอนเพื่อให้การขับถ่ายของเสียเป็นไปอย่างปกติ ถ้ายังไม่ตื่นนอนในเวลานี้จะทำให้ไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด และเกิดสารพิษสะสมในร่างกาย ปอดและลำไส้ใหญ่มีความสัมพันธ์กัน ถ้าพลังปอดดี ก็จะขับถ่ายได้ปกติด้วย ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย รับกากอาหาร ดูดซึมน้ำและถ่ายอุจจาระ มีการหลั่ง cortisol เพื่อช่วยให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าขึ้น และหากลำไส้ใหญ่มีการเคลื่อนตัวดี ก็จะส่งผลให้การขับถ่ายอุจจาระดีตามไปด้วย ในช่วงยามเหม่านี้ พลังชี่และโล หิตจะรวมกันอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ดังนั้น ในช่วงเวลานี้เราควรจะดื่มน้ำอุ่นเพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีขึ้น

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 07:00 น. – 09:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามเฉินเวลาอาหารเช้า” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของกระเพาะอาหารทำหน้าที่ หมายถึง การย่อยและการดูดซึมอาหารถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในระบบทางเดินอาหาร โดยในช่วงเวลา 7 โมงเช้าถึง 9 โมงเช้า เราควรรับประทานอาหารเช้า เพราะจะทำให้การย่อยและการดูดซึมทำงานได้ดีที่สุด แต่ในบางคนที่ไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้า จะทำให้เกิดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารที่มากเกินไป ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ อาหารในมื้อเช้านับว่าเป็นมื้อที่สำคัญเป็นอย่างมากเพราะเป็นมื้อแห่งการเติมพลังงานให้กับสมองและหัวใจให้สามารถไปสูบฉีดโล หิตให้ไปเลี้ยงทั้วร่างกาย ทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม หากเราไม่รับประทานอาหารเช้าติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายของเราก็จะไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า มักจะมีอาการอ่อนเพลีย เชื่องช้า ขึ้หลงขี้ลืม ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ ซึ่งการรับประทานอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ ยังเป็นการช่วยป้องกันให้เราห่างไกลจากโรคเบาหวาน ช่วยป้องกันให้เราห่างไกลจากโรคหัวใจ และที่สำคัญยังช่วยป้องกันเราให้ห่างไกลจากโรคอ้วนได้อีกด้วย

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 09:00 น. – 11:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามซื่อขยับตัวเล็กน้อย” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของม้ามทำหน้าที่ หมายถึง ม้ามเป็นอวัยวะที่คอยควบคุมการขนส่ง ควบคุมโล หิต ควบคุมการย่อย การดูดซึม และทำหน้าที่กระจายสารอาหารและน้ำไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยม้ามยังมีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย กำจัดเม็ดโล หิตแดงที่เสื่อมสภาพ โดยพลังชี่และโล หิตจะมาจากการทำงานของม้ามและกระเพาะจากอาหารที่รับประทาน ยามซื่อนี้ร่างกายมักจะมีความตื่นตัวมากกว่ายามอื่น ๆ ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การทำงาน ทำกิจกรรม แต่ก็ควรออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวเล็กน้อยพอประมาณ และการดื่มน้ำจะเข้าไปช่วยให้ม้ามทำงานในการกระจายสารอาหารและน้ำไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 11:00 น. – 13:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามอู่นอนพักกลางวันสักงีบ” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของหัวใจทำหน้าที่ หมายถึง หัวใจเป็นอวัยวะที่ควบคุมจิตใจ จึงควรนอนพักในชาวงเวลานี้เหมาะสมมากที่สุดเพื่อเป็นการบำรุงหัวใจ ยามอู่เป็นช่วงเวลาที่หยางชี่มากที่สุด และอินชี่น้อยที่สุด แต่ในยามจื่อ (子时) อินชี่มากที่สุด และหยางชี่น้อยที่สุด (สลับกัน) จึงเรียกได้ว่า ยามจื่อ ยามอู่ เป็นเวลาที่อินหยางสลับเวรกันทำหน้าที่ และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การบำรุงอินและหยางด้วยการนอนในช่วงเวลาจื่อและอู่ โดยเราควรนอนพักในช่วงเวลากลางวันนี้ ประมาณ 15 – 30 นาที เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พัก และเพื่อความสมดุลของร่างกายทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 13:00 น. – 15:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามเว่ยเป็นเวลาย่อยและการดูดซึม” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของลำไส้เล็กทำหน้าที่ หมายถึง ในช่วงยามเว่ยนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่ลำไส้เล็กทำหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหารและน้ำ แล้วจึงอาศัยม้ามส่งไปยังหัวใจและปอดเพื่อเลี้ยงร่างกาย และกากอาหารจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่ โดยน้ำจะดูดซึมและขับออกไปที่กระเพาะปัสสาวะ ในยามเว่ยนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่ลำไส้เล็กทำงานได้ดีที่สุด ฉะนั้น ในมื้อกลางวัน เราจึงไม่ควรรับประทานอาหารเกิน 13.00 น. เพราะตั้งแต่ 13.00 – 15.00 น. เป็นเวลาสำหรับการย่อยและการดูดซึม

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 15:00 น. – 17:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามเซินดื่มน้ำช่วยขับปัสสาวะ” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของกระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่ หมายถึง ในยามเซินถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดื่มน้ำและขับถ่ายปัสสาวะ โดยในเวลา 17.00 น. จะเป็นช่วงที่หลอดโล หิตหัวใจและกล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรงมากที่สุด จึงเหมาะแก่การออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ควรออกกำลังกายหนัก ๆ เพราะจะทำให้ในตอนกลางคืนนอนไม่หลับ โดยเราสามารถออกกำลังกายโดยการเดินช้า ๆ หรือ รำไทเก็กก็ได้เช่นเดียวกัน

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 17:00 น. – 19:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามโหย่วหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของไตทำหน้าที่ หมายถึง ไตจะเก็บสะสมสารจำเป็น (จิงชี่) ซึ่งเป็นสารที่มีมาแต่กำเนิด โดยถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่มาเก็บไว้ที่ไต เรียกว่า “สารจำเป็นแต่กำเนิด” โดยสารจิงชี่นี้จะควบคุมการเจริญเติบโตและความสามารถของการสืบพันธุ์ ในยามโหย่วจึงเป็นช่วงเวลาที่เส้นลมปราณของไตควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม แต่ควรรับประมานทานอาหารที่มีรสจืดแทน

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 19:00 น. – 21:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามซวีต้องอารมณ์ดี” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของเยื่อหุ้มหัวใจทำหน้าที่ หมายถึง เยื่อหุ้มหัวใจจะทำหน้าที่เป็นเนื้อเยื่อบาง ๆ ห่อหุ้มหัวใจเอาไว้ โดยจะทำหน้าที่ปกป้องหัวใจ ปกป้องการรุกรานจากภายนอก ยามซวีเส้นลมปราณของเยื่อหุ้มหัวใจและเส้นประสาทสมองจะทำงานได้ดีที่สุด ดังนั้น จึงไม่ควรรับประทานอาหารเย็นจนอิ่มเกินไป และหลังอาหารเย็นเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน และเราควรรักษาอารมณ์ของเราให้ดีอยู่เสมอเพื่อเป็นการผ่อนคลาย โดยสามารถฟังเพลง ในยามซวี หรือจะอ่านหนังสือก็นับว่าดีเพราะเป็นช่วงที่มีสมาธิที่สุด ดังนั้น จึงนับว่า ยามซวีเป็นช่วงเวลาเพื่อการพักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับการนอนหลับ

คือ ช่วงเวลาระหว่าง 21:00 น. – 23:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมอจีนแนะนำว่า “ยามไฮ่ทำร่างกายให้ อบอุ่น นอนพักผ่อน” เพราะเป็นเวลาที่เส้นลมปราณของซานเจียวทำหน้าที่ หมายถึง ซานเจียว ได้แก่ ซ่างเจียวคือส่วนบนมีระบบหายใจ (หัวใจและปอด) จงเจียว คือส่วนกลางมีระบบย่อยอาหาร (กระเพาะ อาหาร ม้าม และตับ) และเซี่ยเจียคือส่วนล่างมีระบบขับถ่าย (ไต กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้เล็ก) โดยซานเจียวจะทำหน้าที่เป็นทางผ่านของชี่และโล หิตลำเลียงผ่านสารอาหารและน้ำ ซานเจียวจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เป็นช่วงที่ร่างกายปรับสมดุลความร้อนและเป็นช่วงที่อุณหภูมิในร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนิน ในยามไฮ่นี้ เราควรเตรียมตัวสำหรับการนอนหลับพักผ่อน และเมื่อซานเจียวได้พักผ่อนก็จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และหากเป็นไปได้ เราก็ควรจะแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นประมาน 20 นาที ในยามไฮ่ เพื่อให้เหงื่อออกนิด ๆ จะช่วยให้ชี่และโล หิตของซ่างเจียว จงเจียว และเซี่ยเจียว ไหลเวียนสะดวก ทำให้ร่างกายที่ทำงานหนักมาทั้งวันได้รับการพักผ่อน และยังเป็นการช่วยให้นอนหลับได้อย่างเต็มที่

อย่าลืมนะคะ!

หากเราเข้าใจกฎของนาฬิกาชีวิตแบบหย่างเซิง ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แล้วยังจะเป็นการช่วยเพิ่มระดับให้กับคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น ได้อีกด้วย!

ข้อมูลประกอบ
十二时辰养生秘诀 (เคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามนาฬิกาชีวิต)

บทความโดย
แพทย์จีน ศศินิภา กายเจริญ

huachiewtcm.com

shareInw b
the authorshareInw b

ใส่ความเห็น